facebook 1
.
แก้วมีสมบัติเป็นฉนวนและไม่นำไฟฟ้า นั่นคือความรู้พื้นฐานเดิมที่เราเข้าใจมานาน แต่นักวิจัยกำลังพัฒนาแก้วให้เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานแห่งอนาคต ด้วยสมบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หาได้ง่าย และมีความปลอดภัยระหว่างการใช้งาน สามารถนำกลับมารีไซเคิลเพื่อใช้ใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่มีประสิทธิภาพและอายุการใช้งานยาวนานขึ้น โดยเฉพาะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพาและยานยนต์ไฟฟ้า
.
คณะนักวิจัยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กำลังพัฒนาขั้วแคโทดสำหรับแบตเตอรี่จากวัสดุแก้วลิเทียมบอเรตเจือนิกเกิลและแมงกานีส ซึ่งสามารถกักเก็บและปลดปล่อยไอออนลิเทียมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้แบตเตอรี่มีความจุไฟฟ้าสูง โดยอาศัยเทคนิคแสงซินโครตรอน ได้แก่ เทคนิคการดูดกลืนรังสีเอกซ์ (X-ray Absorption Spectroscopy: XAS) และเทคนิคเอกซเรย์โทโมกราฟี (X-ray Tomography Microscopy: XTM) ในการศึกษาโครงสร้างของขั้วแคโทดหลังผ่านการชาร์จและคายประจุหลายรอบ 
.
ผลการศึกษาพบว่าโครงสร้างของวัสดุยังคงมีความเสถียรและไม่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการพัฒนาเป็นวัสดุขั้วแคโทดสำหรับแบตเตอรี่แห่งอนาคต การพัฒนาวัสดุแก้วลิเทียมบอเรตเจือนิกเกิลและแมงกานีสช่วยเพิ่มประสิทธิภาพแบตเตอรี่ในอนาคต อีกทั้งยังส่งผลดีทั้งต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เนื่องจากสามารถต่อยอดสู่นวัตกรรมระดับอุตสาหกรรม ลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรภายในประเทศ และส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีพลังงานของไทยในอนาคต

 

 

Picture1

 

รูปที่ 1 แสดงบทคัดย่อแบบกราฟฟิก (graphical abstract)

 

 

 

Picture2

 

รูปที่ 2 แสดงสเปกตรัม XAS และลักษณะทางทายภาพด้วยเทคนิค XTM

 

 

 

 

บทความโดย

ดร.จินตหรา ปัดชาสี นักวิทยาศาสตร์ระบบลำเลียงแสง ส่วนวิจัยด้านพลังงาน ยานยนต์ไฟฟ้า และสิ่งแวดล้อม


เรียบเรียงโดย
ส่วนสื่อสารองค์กร