Menu
   

bone jpg
นครราชสีมา  10 ส.ค.- เข้าใจใหม่ !  นักวิจัยไทยสุดยอด ใช้แสงซินโครตรอนวิเคราะห์หาสาเหตุของการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม  โรคยอดฮิต 1 ใน 3 ที่คนไทยป่วยมากสุด  ผลวิจัยชี้ชัดข้อเข่าเสื่อมเกิดจากโปรตีนคอลลาเจนน้อยลงตามอายุที่มากขึ้น ฉะนั้นการกินแคลเซียมไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดอย่างแท้จริง ความเข้าใจผิดที่มักพบบ่อยๆ เกี่ยวกับแคลเซียมคือ แคลเซียมไม่ได้เป็นยาที่แนะนำให้ใช้ในกรณีเพื่อรักษาหรือป้องกันภาวะข้อเข่าเสื่อม แต่แคลเซียมเป็นยาที่มีประโยชน์ในกรณีใช้รักษาหรือป้องกันโรคกระดูกพรุน (osteoporosis) ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดได้มากขึ้นเมื่ออายุเพิ่มสูงขึ้น จากผลวิจัยซินโครตรอนนำไปสู่การผลิตยารักษาโรคเข่าเสื่อมได้

 

พ.ท.นพ.บุระ  สินธุภากร  อาจารย์สำนักแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) เปิดเผยว่า จากสถิติของผู้ป่วยโรคกระดูกและข้อในประเทศไทยของมูลนิธิโรคข้อ พบว่า ในปี 2549 ไทยมีผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมมากกว่า 6 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุก ปี  ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมพบประมาณ 1 ใน 3 หรือคิดเป็นร้อยละ 34.5-45.6 ของประชากรทั้งประเทศ จากเดิมโรคข้อเข่าเสื่อมจะพบในผู้สูงอายุ แต่ทุกวันนี้พบผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมในคนอายุน้อยลง เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยเสริมหลายๆ อย่างประกอบกัน

Screenshot 3Screenshot 1

สำหรับปัจจัยที่ทำให้ข้อเข่าเสื่อมคือ  1.อายุ ในผู้ที่อายุมากจะเป็นการเสื่อมไปตามกาลเวลา 2.น้ำหนัก เราพบว่าผู้ป่วยที่เป็นข้อเข่าเสื่อมมักจะมีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน 3.การใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การยกของหนักมากๆ หรือการขึ้นลงบันได โดยไม่จำเป็น และท่านั่งต่างๆ ที่เราต้องงอเข่ามาก 4.เคยมีการบาดเจ็บบริเวณข้อเข่ามาก่อน เช่น กระดูกหัก เส้นเอ็น หรือหมอนรองข้องเข่าฉีกขาด

ข้อเข่า ถือเป็นข้อที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย และเป็นข้อที่รับน้ำหนักของร่างกาย ข้อเข่าจะประกอบไปด้วยกระดูกต้นขา กระดูกหน้าแข้ง และกระดูกลูกสะบ้า บริเวณส่วนปลายของกระดูกจะมีกระดูกอ่อนซึ่งทำหน้าที่เป็นผิวข้อเข่า หน้าที่กระดูกอ่อนหรือกระดูกผิวข้อจะมีหน้าที่รับน้ำหนัก ช่วยให้การขยับของข้อจะเรียบและลื่น

IMG 0530 IMG 0531

สำหรับโรคข้อเข่าเสื่อมเป็นภาวะ ข้อเข่าผ่านการใช้งานมาเป็นเวลานาน เกิดจารเสื่อมของข้อ จากการเปลี่ยนแปลงภายในเซลล์และเนื้อเยื่อหรืออาจะเกิดจากการบาดเจ็บบริเวณข้อ การบิดหมุนข้อหรือแรงกระทำซ้ำ ๆ โดยสัดส่วนของผู้ที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมจะพบมากในผู้สูงอายุมากกว่า 1ใน 3 อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ

หมอบระพ.ท.นพ.บุระ  กล่าวอีกว่า สำนักแพทย์ศาสตร์และสำนักวิชาวิทยาศสาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) จึงร่วมกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนโดย ดร.กาญจนา ธรรมนู และ ดร.พินิจ กิจขุนทดนักวิจัยของสถาบันฯ  ได้ ประยุกต์ใช้เทคนิค ซินโครตรอน IR-microspectroscopy ซึ่งเป็นแสงย่านอินฟราเรดที่มีขนาดเล็กและความเข้มสูงและใช้เทคนิค XAS และ X ray fluorescence ในการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขององค์ประกอบทางชีวเคมีในตัวอย่างกระดูก โดยทำการวิเคราะห์กระดูกอ่อนผิวข้อและกระดูกใต้ผิวข้อ เพื่อทำการศึกษาพยาธิสภาพของการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม จากการตัวอย่างข้อเข่าทั้งหมด 6 ราย เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขององค์ประกอบทางชีวเคมีในตัวอย่างกระดูก เช่น โปรตีนคอลลาเจน โปรติโอไกลแคน แคลเซี่ยม และ ฟอสฟอรัส ในช่วงอายุที่แตกต่างกัน เป็นต้น  

ทั้งนี้ ทีมวิจัยได้ทำการทดสอบกับสามช่วงอายุ ประกอบด้วย 20-30 ปี,40-50 ปี และ 70-80 ปี เทคนิคดังกล่าวสามารถตรวจสอบเนื้อเยื่อกระดูกในส่วนต่างๆ ได้แก่ กระดูกอ่อนผิวข้อ (Articular cartilage) กระดูกผิวใต้ข้อ (Subchondral bone) พบว่า ในช่วงกลุ่มอายุ 70-80 ปี มีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนโครงสร้างของโปรตีนในบริเวณกระดูกอ่อน(Cartilage) อย่างชัดเจน ซึ่งมีแนวโน้มที่ทำให้เกิดการย่อยสลายของโครงสร้างโปรตีนคอลลาเจนเมื่ออายุมากขึ้น และ มีการเสื่อมของโครงสร้างแคลเซียมในกระดูกใต้ผิวข้อซึ่งเป็นการพิสูจน์แล้วว่าการกินแคลเซี่ยมไม่ช่วยเรื่องการเสื่อมของข้อ นักวิจัยคาดว่าการศึกษาในลักษณะเช่นนี้จะช่วยให้สามารถพิสูจน์ทราบสาเหตุของการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม อันจะนำมาซึ่งวิธีการรักษาใหม่  ๆ โดยการใช้สารเคมีเพิ่มเติมให้ผู้ป่วยเพื่อทดแทนสารที่ขาดพร่องไป   หรือการใช้ยารักษาให้ตรงกับสาเหตุที่เกิดขึ้นได้ด้วย ซึ่งปัจจุบันมีการใช้สมุนไพรไทยมาใช้ในการรักษาข้อเข่าเสื่อมมากมาย เช่น สารสกัดจากขิง สารสกัดจากพริกไทยดำ สารสกัดจากขมิ้นชัน สารสกัดจากงาดำ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังสามารถสกัดสารคอลลาเจนจากสัตว์เช่น กระดูกอ่อนของอกไก่ จากสารตั้งต้นทั้งหมดที่กล่าวไปสามารถนำมาต่อยอดการวิจัยรักษาในข้อเข่าเสื่อมโดยประยุกต์ใช้แสงซินโครตรอนได้

ดรพนจ ดร.กาญจนา

ดร.พินิจ กิจขุนทด                       ดร.กาญจนา ธรรมนู

กินแคลเซียมไม่ช่วย ! นักวิจัยไทยสุดยอด ใช้แสงซินโครตรอนหาสาเหตุที่แท้จริงของโรคข้อเข่าเสื่อม เพื่อให้การรักษาถูกจุด

นครราชสีมา  10 ส.ค.- เข้าใจใหม่ !  นักวิจัยไทยสุดยอด ใช้แสงซินโครตรอนวิเคราะห์หาสาเหตุของการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม  โรคยอดฮิต 1 ใน 3 ที่คนไทยป่วยมากสุด  ผลวิจัยชี้ชัดข้อเข่าเสื่อมเกิดจากโปรตีนคอลลาเจนน้อยลงตามอายุที่มากขึ้น ฉะนั้นการกินแคลเซียมไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดอย่างแท้จริง ความเข้าใจผิดที่มักพบบ่อยๆ เกี่ยวกับแคลเซียมคือ แคลเซียมไม่ได้เป็นยาที่แนะนำให้ใช้ในกรณีเพื่อรักษาหรือป้องกันภาวะข้อเข่าเสื่อม แต่แคลเซียมเป็นยาที่มีประโยชน์ในกรณีใช้รักษาหรือป้องกันโรคกระดูกพรุน (osteoporosis) ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดได้มากขึ้นเมื่ออายุเพิ่มสูงขึ้น จากผลวิจัยซินโครตรอนนำไปสู่การผลิตยารักษาโรคเข่าเสื่อมได้

พ.ท.นพ.บุระ  สินธุภากร  อาจารย์สำนักแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) เปิดเผยว่า จากสถิติของผู้ป่วยโรคกระดูกและข้อในประเทศไทยของมูลนิธิโรคข้อ พบว่า ในปี 2549 ไทยมีผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมมากกว่า 6 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุก ปี  ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมพบประมาณ 1 ใน 3 หรือคิดเป็นร้อยละ 34.5-45.6 ของประชากรทั้งประเทศ จากเดิมโรคข้อเข่าเสื่อมจะพบในผู้สูงอายุ แต่ทุกวันนี้พบผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมในคนอายุน้อยลง เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยเสริมหลายๆ อย่างประกอบกัน

สำหรับปัจจัยที่ทำให้ข้อเข่าเสื่อมคือ  1.อายุ ในผู้ที่อายุมากจะเป็นการเสื่อมไปตามกาลเวลา 2.น้ำหนัก เราพบว่าผู้ป่วยที่เป็นข้อเข่าเสื่อมมักจะมีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน 3.การใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การยกของหนักมากๆ หรือการขึ้นลงบันได โดยไม่จำเป็น และท่านั่งต่างๆ ที่เราต้องงอเข่ามาก 4.เคยมีการบาดเจ็บบริเวณข้อเข่ามาก่อน เช่น กระดูกหัก เส้นเอ็น หรือหมอนรองข้องเข่าฉีกขาด

ข้อเข่า ถือเป็นข้อที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย และเป็นข้อที่รับน้ำหนักของร่างกาย ข้อเข่าจะประกอบไปด้วยกระดูกต้นขา กระดูกหน้าแข้ง และกระดูกลูกสะบ้า บริเวณส่วนปลายของกระดูกจะมีกระดูกอ่อนซึ่งทำหน้าที่เป็นผิวข้อเข่า หน้าที่กระดูกอ่อนหรือกระดูกผิวข้อจะมีหน้าที่รับน้ำหนัก ช่วยให้การขยับของข้อจะเรียบและลื่น

สำหรับโรคข้อเข่าเสื่อมเป็นภาวะ ข้อเข่าผ่านการใช้งานมาเป็นเวลานาน เกิดจารเสื่อมของข้อ จากการเปลี่ยนแปลงภายในเซลล์และเนื้อเยื่อหรืออาจะเกิดจากการบาดเจ็บบริเวณข้อ การบิดหมุนข้อหรือแรงกระทำซ้ำ ๆ โดยสัดส่วนของผู้ที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมจะพบมากในผู้สูงอายุมากกว่า 1ใน 3 อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ

พ.ท.นพ.บุระ  กล่าวอีกว่า สำนักแพทย์ศาสตร์และสำนักวิชาวิทยาศสาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) จึงร่วมกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนโดย ดร.กาญจนา ธรรมนู และ ดร.พินิจ กิจขุนทดนักวิจัยของสถาบันฯ  ได้ ประยุกต์ใช้เทคนิค ซินโครตรอน IR-microspectroscopy ซึ่งเป็นแสงย่านอินฟราเรดที่มีขนาดเล็กและความเข้มสูงและใช้เทคนิค XAS และ X ray fluorescence ในการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขององค์ประกอบทางชีวเคมีในตัวอย่างกระดูก โดยทำการวิเคราะห์กระดูกอ่อนผิวข้อและกระดูกใต้ผิวข้อ เพื่อทำการศึกษาพยาธิสภาพของการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม จากการตัวอย่างข้อเข่าทั้งหมด 6 ราย เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขององค์ประกอบทางชีวเคมีในตัวอย่างกระดูก เช่น โปรตีนคอลลาเจน โปรติโอไกลแคน แคลเซี่ยม และ ฟอสฟอรัส ในช่วงอายุที่แตกต่างกัน เป็นต้น  

ทั้งนี้ ทีมวิจัยได้ทำการทดสอบกับสามช่วงอายุ ประกอบด้วย 20-30 ปี,40-50 ปี และ 70-80 ปี เทคนิคดังกล่าวสามารถตรวจสอบเนื้อเยื่อกระดูกในส่วนต่างๆ ได้แก่ กระดูกอ่อนผิวข้อ (Articular cartilage) กระดูกผิวใต้ข้อ (Subchondral bone) พบว่า ในช่วงกลุ่มอายุ 70-80 ปี มีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนโครงสร้างของโปรตีนในบริเวณกระดูกอ่อน(Cartilage) อย่างชัดเจน ซึ่งมีแนวโน้มที่ทำให้เกิดการย่อยสลายของโครงสร้างโปรตีนคอลลาเจนเมื่ออายุมากขึ้น และ มีการเสื่อมของโครงสร้างแคลเซียมในกระดูกใต้ผิวข้อซึ่งเป็นการพิสูจน์แล้วว่าการกินแคลเซี่ยมไม่ช่วยเรื่องการเสื่อมของข้อ นักวิจัยคาดว่าการศึกษาในลักษณะเช่นนี้จะช่วยให้สามารถพิสูจน์ทราบสาเหตุของการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม อันจะนำมาซึ่งวิธีการรักษาใหม่  ๆ โดยการใช้สารเคมีเพิ่มเติมให้ผู้ป่วยเพื่อทดแทนสารที่ขาดพร่องไป   หรือการใช้ยารักษาให้ตรงกับสาเหตุที่เกิดขึ้นได้ด้วย ซึ่งปัจจุบันมีการใช้สมุนไพรไทยมาใช้ในการรักษาข้อเข่าเสื่อมมากมาย เช่น สารสกัดจากขิง สารสกัดจากพริกไทยดำ สารสกัดจากขมิ้นชัน สารสกัดจากงาดำ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังสามารถสกัดสารคอลลาเจนจากสัตว์เช่น กระดูกอ่อนของอกไก่ จากสารตั้งต้นทั้งหมดที่กล่าวไปสามารถนำมาต่อยอดการวิจัยรักษาในข้อเข่าเสื่อมโดยประยุกต์ใช้แสงซินโครตรอนได้

Go to top