Menu
   

นโยบายคณะรัฐมนตรี รัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
          ได้ให้ความสำคัญต่อวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้เป็นหนึ่งใน ๑๑ ด้านคือ การพัฒนาและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการวิจัยและพัฒนา และนวัตกรรม โดยให้ความสำคัญต่อการวิจัย การพัฒนาต่อยอดและการสร้างนวัตกรรมเพื่อนำสู่การผลิตและบริการที่ทันสมัย ดังนี้

1. สนับสนุนการเพิ่มค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาของประเทศเพื่อมุ่งเป้าหมายให้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 1 ของรายได้ประชาชาติ และมีสัดส่วนรัฐต่อเอกชน 30:70 ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทั้งนี้ เพื่อให้ประเทศมีความสามารถในการแข่งขันและมีความก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศอื่นที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกัน และจัดระบบบริหารงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม ให้มีเอกภาพและประสิทธิภาพโดยให้มีความเชื่อมโยงกับภาคเอกชน


2. เร่งเสริมสร้างสังคมนวัตกรรม โดยส่งเสริมระบบการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ การผลิตกำลังคนในสาขาที่ขาดแคลน การเชื่อมโยงระหว่างการเรียนรู้กับการทำงาน การให้บุคลากรด้านการวิจัยของภาครัฐสามารถไปทำงานในภาคเอกชน และการให้อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม มีช่องทางได้เทคโนโลยีโดยความร่วมมือจากหน่วยงานและสถานศึกษาภาครัฐ


3. ปฏิรูประบบการให้สิ่งจูงใจ ระเบียบ และกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานวิจัยไปต่อยอดหรือประโยชน์ รวมทั้งส่งเสริมการจัดแผนพัฒนาการวิจัยและพัฒนาในระดับภาคหรือกลุ่มจังหวัดเพื่อให้ตรงกับความต้องการของท้องถิ่น ผลักดันงานวิจัยและพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัยของรัฐ และภาคเอกชน


4. ส่งเสริมให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของประเทศ เช่น ด้านพลังงานสะอาด ระบบรางยานยนต์ ไฟฟ้า การจัดการน้ำและขยะ ใช้ประโยชน์จากผลการศึกษาวิจัยและพัฒนา และนวัตกรรมของไทยตามความเหมาะสม ไม่เพียงแต่จะใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศส่งเสริมการใช้เครื่องมือ วัสดุ และสินค้าอื่นๆ ที่เป็นผลจากการวิจัยและพัฒนาภายในประเทศในวงกว้าง โดยจัดให้มีนโยบายจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐที่เอื้ออำนวย เพื่อสร้างโอกาสการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ ในกรณีที่จำเป็นจะต้องจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีจากต่างประเทศ จะให้มีเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถพึ่งตนเองได้ในอนาคตด้วย


5. ปรับปรุงและจัดเตรียมให้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ด้านการวิจัยและพัฒนา และด้านนวัตกรรม ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาที่สำคัญในการต่อยอดสู่การใช้เชิงพาณิชย์ของภาคอุตสาหกรรมให้มีความพร้อม ทันสมัย และกระจายในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การตั้งศูนย์วิเคราะห์ ห้องปฏิบัติการสถาบัน และศูนย์วิจัย เป็นต้น


นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์

นโยบายการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรรม (วทน.)
ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์)
ในคราวมอบนโยบายต่อผู้บริหารกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เมื่อวันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม 2560

         ภารกิจของรัฐบาลชุดนี้ คือ ต้องการปฏิรูปประเทศเพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้มีความพร้อม ไปสู่ศตวรรษที่ 21 ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้ดำเนินการสะสางปัญหา ซึ่งเริ่มคลี่คลาย เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น และ ต่อจากนี้จะเป็นช่วงเวลาที่ขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ถือเป็นกระทรวงที่มีความสำคัญ ในการเปลี่ยนผ่านประเทศ โดยมีตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ 2 เรื่องหลัก คือ การพัฒนาคน และเทคโนโลยี ซึ่งรัฐบาลเองได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เป็นอย่างมาก โดยจะเห็นได้จากงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ดังนั้นในโอกาสที่กระผมได้รับมอบหมายให้ดูแลกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จึงมีความตั้งใจที่จะผลักดันงานของกระทรวงให้มีความคมชัด และมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น ประกอบกับนายกรัฐมนตรีต้องการขับเคลื่อนโมเดลประเทศไทย 4.0 (Thailand 4.0) ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะเป็นกระทรวงหลักในการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ในการขับเคลื่อนโมเดลดังกล่าว

        ทิศทางการขับเคลื่อน วทน. ในอีก 1 ปีข้างหน้า เพื่อตอบโจทย์นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ในเรื่องความมั่นคง มั่นคั่ง ยั่งยืน จะให้ความสำคัญกับ 6 เรื่อง ดังนี้

1. เชื่อมโยง วทน. กับกลุ่มเป้าหมายอย่างใกล้ชิด เน้นการดำเนินงานที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย (Demand side) เน้นการสร้างแรงจูงใจในเส้นทางอาชีพนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ และนวัตกร เน้นการทำให้ วทน. เป็นเรื่องใกล้ตัวมีผลต่อการดำรงชีวิต/การดำเนินธุรกิจ เข้าถึงได้ง่าย ใช้งานได้ดี โดยคำนึงถึงความต้องการของตลาด และสุดท้ายจะต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ


2. ทำงานบนเครือข่ายความร่วมมือแบบเปิด (Open Collaborative Network) เนื่องจาก วทน. เป็นงานที่เกี่ยวข้องในทุกเรื่อง จึงต้องมีการบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน กระทรวงต่างๆ ประชารัฐ ภาคเอกชน ประชาสังคม รวมถึงประชาคมโลก ให้เป็น "วิทยาศาสตร์เพื่อการขับเคลื่อนประเทศ"


3. มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ในเชิงลึกอย่างถึงที่สุด เปลี่ยนจาก Something in Everything เป็น Everything in Something โดยมีการติดตามเทคโนโลยีให้เท่าทันพลวัตอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีโลก ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ร่วมดำเนินการหรือถ่ายทอดเทคโนโลยีโดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ 10 อุตสาหกรรม (S-Curve) และสุดท้ายต้องเป็นผู้นำในเรื่องที่มีความเชี่ยวชาญ เช่น เรื่อง Bio-Economy ซึ่งจะต่อยอดได้ทั้งด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เกษตร สุขภาพ ชีวิตความเป็นอยู่ และพลังงาน เป็นต้น


4. น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ลดการพึ่งพิง เทคโนโลยีจากภายนอก ด้วยการสร้างและพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี ไปพร้อมๆ กับการร่วมรังสรรค์เทคโนโลยีกับภายนอก ซึ่งจะต้องสร้างสมดุลใน 3 เรื่อง คือ

1) การพัฒนาเทคโนโลยี (Technology Development)

2) การจัดซื้อเทคโนโลยี (Technology Acquisition) และ

3) การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer)

 

5. เดินหน้าไปด้วยกันไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยใช้ วทน. ในการลดความเหลื่อมล้ำเสริมสร้างศักยภาพคนทุกกลุ่ม ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้มียุทธศาสตร์ในการผลักดันเทคโนโลยีเพื่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมใน 4 กลุ่ม คือ

1) กลุ่มเศรษฐกิจฐานราก ได้แก่ เกษตรกร และ OTOP

2) กลุ่ม SMEs

3) กลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ และบรรษัทข้ามชาติ และ

4) กลุ่ม Startup

 

6. ผลักดันกลไกการขับเคลื่อน วทน. โดยปรับปรุงระบบการบริหารงาน ให้มีนโยบายในการดำเนินงาน (Mandate) ที่ชัดเจนไปสู่ทิศทางเดียวกัน มีการกำหนดตัวชี้วัด โดยที่แต่ละหน่วยงานมีอิสระ(Autonomy) ในการดำเนินงาน ควบคู่กับการรับผิดชอบ (Accountability) และสร้างวัฒนธรรมของการทำงาน ร่วมกัน (Collaboration) ทั้งภายในกระทรวง ระหว่างกระทรวง ประชารัฐ และประชาคมโลก เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าด้วย วทน. อย่างมีประสิทธิภาพ

 



นโยบายสถาบัน
          สถาบันฯ มีเป้าหมายในการพัฒนาศักยภาพเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน หรือ “เครื่องกำเนิดแสงสยาม” เพื่อสามารถดำเนินการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยให้บริการแสงซินโครตรอนแก่นักวิจัยได้ตลอด 24 ชั่วโมง และ 7 วันต่อสัปดาห์ และยังคงพัฒนาศักยภาพการทำงานของเครื่องอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ปัจจุบันห้องปฏิบัติการแสงสยามมีระบบลำเลียงแสง 7 ระบบ ซึ่งมีการติดตั้งสถานีทดลอง 11 สถานี ทั้งที่เปิดให้บริการแล้ว อยู่ระหว่างการทดสอบใช้งาน และที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เพื่อให้พร้อมต่อการขยายฐานการให้บริการสู่ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมไทย ได้หลากหลายสาขาและตรงตามความต้องการของผู้ใช้บริการมากยิ่งขึ้นไป
ด้านการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากแสงซินโครตรอนทั้งในและต่างประเทศ ด้วยการจัดการอบรมสัมมนา ประชุมเชิงปฏิบัติการในระดับชาติ และระดับนานาชาติ โดยมุ่งหวังที่จะเสริมศักยภาพของผู้ใช้บริการในปัจจุบัน และสร้างกลุ่มผู้ใช้บริการรายใหม่อย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นสถาบันฯ ยังส่งเสริมการประชุมกลุ่มผู้ใช้บริการแสงซินโครตรอนในเทคนิคด้านต่าง ๆ เพื่อร่วมในการเสนอทิศทางการพัฒนา “เครื่องกำเนิดแสงสยาม” ให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้สูงสุด สามารถตอบโจทย์ของการพัฒนาประเทศได้อย่างแท้จริง และมุ่งเน้นให้เกิดความเข้มแข็งของกลุ่มผู้ใช้บริการแสงซินโครตรอนของไทย
          ด้านการพัฒนากำลังคนและสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ เกี่ยวข้องกับแสงซินโครตรอน โดยให้การสนับสนุนทุนระดับบัณฑิตศึกษาที่เกี่ยวกับแสงซินโครตรอนในทุกปี เพื่อสร้างกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ในอนาคต สถาบันฯ ได้จัดกิจกรรมค่ายซินโครตรอนอาเซียน โครงการอบรมครูฟิสิกส์ไทย โครงการคัดเลือกนักศึกษาและครูสอนฟิสิกส์ภาคฤดูร้อนเซิร์น เพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าสัมผัสงานวิจัยแนวหน้าในประเทศชั้นนำ ทั้งยังเปิดให้นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการแสงสยามอย่างใกล้ชิด
ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ สถาบันฯ ทำบันทึกความร่วมมือกับห้องปฏิบัติการแสงซินโครตรอน ชั้นนำต่างประเทศ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ และเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการให้บริการแสงซินโครตรอน และส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอนของนักวิจัยในภูมิภาคอาเซียน



วิสัยทัศน์

"เป็นที่หนึ่งในอาเซียนด้านแสงซินโครตรอน เพื่อสนับสนุนประเทศในการพัฒนาด้านอาหาร การเกษตรและอุตสาหกรรม เป็นเวลา 10 ปี"


พันธกิจ

1. วิจัยเกี่ยวกับแสงซินโครตรอน และการใช้ประโยชน์จากแสงซินโครตรอน
2. ให้บริการแสงซินโครตรอน และเทคโนโลยีด้านแสงซินโครตรอน
3. ส่งเสริมการถ่ายทอดและการเรียนรู้เทคโนโลยีด้านแสงซินโครตรอน


ยุทธศาสตร์

ยุทธศาสตร์ที่ 1: การวิจัยและพัฒนาด้านการใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอน

ยุทธศาสตร์ที่ 2: การวิจัยและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านแสงซินโครตรอน เพื่อนำไปสู่เทคโนโลยีที่สูงกว่า

ยุทธศาสตร์ที่ 3: การพัฒนาบุคลากรด้านแสงซินโครตรอน และเครื่องเร่งอนุภาค เพื่อเตรียมความพร้อมในการสร้างและพัฒนาเทคโนโลยีที่สูงกว่า

ยุทธศาสตร์ที่ 4 : วิสัยทัศนาสถาบันฯ เพื่อการส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาภาคการอุตสาหกรรมและประชาสังคมของประเทศด้วยแสงซินโครตรอน และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง

 

Go to top